• share

อาหารเพื่อสุขภาพ 12 ชนิดที่ทำให้คุณอ้วนขึ้น

เทรนด์การรักสุขภาพทำให้ใครต่อใครหันมาออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่คะว่า ถึงแม้อาหารเพื่อสุขภาพเหล่านี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ, โปรตีน และไขมันที่ช่วยทำให้สุขภาพดี แต่มันก็อุดมไปด้วยแคลอรีจำนวนมากที่อาจทำให้คุณอ้วนขึ้นได้หากไม่ระวัง มาดูกันค่ะว่าอาหารเหล่านี้มีอะไรบ้าง

1.   อะโวคาโด


เป็นซูเปอร์ฟู้ดที่เราสามารถเจอมันได้ทุกที่ ในอาโวคาโด 1 ลูก ประกอบด้วยไฟเบอร์ 10 กรัมและมีโพแทสเซียมในปริมาณที่มากกว่ากล้วย อาโวคาโดมีคอเลสเตอรอลต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและเบาหวาน ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี แต่ในทางกลับกัน อาโวคาโดมีไขมันเป็นส่วนประกอบค่อนข้างสูง แม้ว่าจะเป็นไขมันที่ดีต่อหัวใจแต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นไขมัน  และเมื่อเรารู้ว่ากินอาโวคาโดแล้วดีต่อสุขภาพก็จะทำให้รับประทานมันในปริมาณที่มากเกินไป แม้ว่าอาโวคาโดจะมีวิตามินมากกว่า 20 ชนิดแต่มันก็มีแคลอรีสูง ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ใส่อาโวคาโดลงในสลัด, แซนวิช และอาหารต่างๆอย่างระมัดระวัง

2.   ถั่ว 


หากคุณเคยไปเข้าร่วมงานแข่งกีฬาหรือไปดื่มในบาร์ท้องถิ่นคุณจะต้องเจอกับถั่วหลากหลายชนิดที่นำมาเสิร์ฟ และคุณก็หยิบมันรับประทานอย่างเพลิดเพลินราวกับว่ามันคือป็อปคอร์น ซึ่งผลที่ได้ก็เช่นเดียวกับอาโวคาโด แม้ว่าถั่วจะอุดมไปด้วยไขมันที่ดีต่อหัวใจ แต่การดื่มเบียร์กับถั่ว 1 กำมือก็จะทำให้คุณได้รับแคลอรีในปริมาณมาก ถั่ว 1 ออนซ์หรือ 28 กรัมประกอบด้วยพลังงาน 128 แคลอรีซึ่งเชื่อได้ว่าเมื่อลองได้รับประทานถั่วแล้วคุณต้องรับประทานในจำนวนมากๆแน่


3. โปรตีนบาร์


โปรตีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายรวมถึงไขมันและน้ำตาลที่แฝงอยู่ในโปรตีนบาร์ด้วย คุณอาจพกโปรตีนบาร์ไปรับประทานในช่วงเวลาที่ยุ่งๆหรือไปปีนเขาหรืออยู่ในระหว่างการเดินทางแต่ควรรับประทานเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณปกติ  หรือเลือกโปรตีนบาร์ที่มีน้ำตาลต่ำ รวมทั้งอาจเปลี่ยนไปรับประทาน โปรตีนแบบพร้อมดื่มแทนเพราะมันจะมีไขมันและน้ำตาลลดลงครึ่งหนึ่งและมีพลังงานต่ำกว่า 100 แคลอรี

4. กราโนลาและ Trail mix


ในทางทฤษฎีแล้ว ธัญพืชโฮลเกรนและส่วนผสมที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์เป็นองค์ประกอบที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาทำเป็นอาหารว่าง แต่ปัญหาก็คือในทางปฏิบัติแล้วมันมักจะต้องเสริมรสชาติด้วยน้ำผึ้ง,ผลไม้อบแห้งและช็อกโกแลต  กราโนลา 1 เสิร์ฟในปริมาณ ¼ ถ้วย หรือประมาณ 4 ช้อนชาไม่สามารถทำให้คุณอิ่มได้ ดังนั้น ควรรับประทานอาหารตามปกติและเลือกรับประทานอาหารเหล่านี้ในเวลาที่รีบหรือไม่มีเวลามาก และเลือกขนาดรับประทานเพียง 1 เสิร์ฟ เท่านั้น

5.   ผลไม้แห้ง


แม้ว่ามันจะรับประทานง่าย แต่ผลไม้อบแห้งก็สูญเสียสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระไปในกระบวนการผลิต  อีกทั้งผลไม้อบแห้งที่จำหน่ายกันอยู่ก็มักอุดมไปด้วยน้ำตาล ย่างแครนเบอร์รี่อบแห้งหรือลูกเกดอบแห้ง 2 ช้อนชามีแคลอรีเท่ากับราสเบอร์รี่สด 1 ถ้วยหรือสตรอเบอร์รี่สด 1 ¼ ถ้วย ดังนั้นเลือกรับประทานผลไม้สดๆจะดีกว่า

6.   ช็อกโกแลต


ช็อกโกแลต ที่มีส่วนประกอบของโกโก้ในปริมาณมากมีส่วนประกอบที่เรียกว่าโพลีฟีนอลที่มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ความดันโลหิตลดลง แต่ทุกวันนี้ ช็อกโกแลตที่จำหน่ายกันอยู่มีความหวานมากเกินไป อีกทั้งยังมีไขมันสูง คุณอาจจะคิดว่าการรับประทานช็อกโกแลตช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดีแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีแคลอรีสูงเกินไปที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีกับหัวใจแน่ๆ ดังนั้น มองหาช็อกโกแลตที่มีส่วนประกอบของโกโก้ในปริมาณสูงๆเข้าไว้

7.   อาหารปลอดกลูเตน


แม้ว่าคุณจะไม่มีอาการแพ้กลูเตน แต่คุณก็เลือกที่จะทานอาหารปลอดกลูเตนในรูปของพิซซ่า,พาสต้าและแพนเค้กเพราะรู้สึกว่ามันดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารปลอดกลูเตนอุดมไปด้วยแคลอรีไม่ต่างจากอาหารปกติ ผู้ผลิตอาหารจะใส่แป้งข้าวโพดและข้าวกล้องเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติให้กับอาหารปลอดกลูเตนแต่มันก็จะทำให้แคลอรีเพิ่มขึ้น ดังนั้น เลือกรับประทานอาหารไม่แปรรูปและปลอดกลูเตนตามธรรมชาติอย่าง คีนัว จะดีกว่า

8.   เครื่องดื่มชูกำลัง


เครื่องดื่มประเภทนี้เปรียบเสมือนพลังวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายของคุณจากอาการเมาค้างและทำให้คุณมีพลังที่จะทำงานในช่วงวันศุกร์ปลายสัปดาห์ได้ เครื่องดื่มชูกำลัง ช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย ด้วยวิตามินและน้ำตาล รวมทั้งวิตามิน B และเกลือแร่ เครื่องดื่มชนิดนี้เพียง 20 ออนซ์ หรือประมาณครึ่งลิตรประกอบไปด้วยน้ำตาลมากกว่า 30 กรัม และไม่ได้ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับการรับประทานอาหารจริงๆ ดังนั้น รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และดื่มน้ำเปล่าให้มากๆเพื่อให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกายเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

9.   สมูทตี้ 


เครื่องดื่มชนิดนี้ในปริมาณ 32 – 40 ออนซ์หรือ 1- 1.2 ลิตร รวมทั้งส่วนผสมที่ใส่เข้าไปเพิ่มไม่ว่าจะเป็นเนยถั่ว , ช็อกโกแลต , กะทิ , น้ำมะนาว ให้พลังงานถึง 600 – 1,000 แคลอรีหรือมากกว่า ดังนั้น เลือกทำเครื่องดื่มเองที่บ้านโดยใส่ส่วนผสมลดลงมาจากปกติครึ่งหนึ่ง และเสริมโยเกิร์ตที่มีโปรตีนสูงเข้าไปด้วย


10. ทูน่า


ทูน่าเปล่าๆเป็นอาหารที่ดีแต่ว่ามันอาจจะรับประทานยากอยู่สักหน่อย ทูน่า1 กระป๋องให้พลังงานมากกว่า 200 แคลอรี ไขมัน 1 กรัม และมีโปรตีน 42 กรัมเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นำทูน่าไปทำเป็นสลัดทูน่าที่ใส่มายองเนสซึ่งมีไขมันเป็นส่วนประกอบถึง 10 กรัมและเพิ่มแคลอรีขึ้นจากเดิมถึง 90 แคลอรีก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ดังนั้นเลือกมายองเนสปลอดไขมัน จะช่วยลดแคลอรีลงไปได้มาก และทำแซนวิชด้วยขนมปังแผ่น, ผักสีเขียวและทูน่าซึ่งเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

11. กาแฟ


กาแฟดำเพียง 1 ถ้วยให้พลังงานเพียง 5 แคลอรี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เพิ่มส่วนผสมต่างๆลงไปจนกลายเป็นเมนูกาแฟอย่าง แฟรปปูชิโน่ที่อุดมด้วยวิปครีมและนมที่ทำให้แคลอรีเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมากจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง  หรือลาเต้ 1 แก้วใหญ่ที่มีส่วนผสมของนมที่มีพลังงานเกือบ 300 แคลอรีและไขมัน 15 กรัม ซึ่งยังไม่รวมถึงน้ำตาลที่ใส่เพิ่มลงไป ดังนั้น เมื่อต้องการดื่มกาแฟให้เลือกใส่ครีมจำนวนเล็กน้อยแทนที่จะใส่นมสดเป็นแก้ว หากต้องการรสหวานให้เลือกใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติที่ปราศจากแคลอรีแทน

12.   กรีกโยเกิร์ต


กรีกโยเกิร์ตมีรสชาติค่อนข้างเปรี้ยวแต่มันก็มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความหวานเพื่อช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น แต่กรีกโยเกิร์ต  150 กรัมที่ใส่ บลูเบอร์รี่เสริมรสมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบถึง 16 กรัมซึ่งเป็นปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำตาลที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน ดังนั้น เลือกกรีกโยเกิร์ตธรรมชาติและเติมบลูเบอร์รี่สดๆลงไปแทนจะดีกว่า



Cr. http://www.muscleandfitness.com/nutrition/lose-fat/12-healthy-foods-drinks-can-make-you-fat?utm_source=zergnet.com&utm_medium=referral&utm_campaign=zergnet_1169258

Related Stories

  • ประโยชน์ของกาแฟดำ: ควรดื่มมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน

  • เบื่ออาหาร? ลองย้ายที่มากินหน้ากระจกดูสิ

  • กินผัก อย่างไรไม่ให้อ้วน

  • 5 สุดยอดอาหารทะเลรสชาติดีที่ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง

  • ง่วงทั้งวัน? ลองใช้วิธี Coffee nap ช่วยปลุกความสดชื่นในตัวคุณ

  • กิน Cheat Meal อย่างไรให้เหมาะกับการไดเอท

  • 5 สรรพคุณของกล้วย

  • ทำไมจึงเป็นเรื่องยากที่จะมีสุขภาพดี?